เครื่องหมายการค้า | ขั้นตอนการขอขึ้นทะเบียน

เครื่องหมายการค้า ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของสินค้านั้นๆ เพื่อเป็นสัญลักษณ์เพื่อใช้ในการแสดงว่ามีเพียงเจ้าของเท่านั้นที่มีสิทธิตามกฎหมาย ผู้อื่นจะไม่มีสิทธิ์ในการใช้เครื่องหมายเว้นเสียแต่ว่าจะมีการทำสัญญาข้อตกลงระหว่างกัน ซึ่งเครื่องหมายการค้านี้จะมีหลายหลากรูปแบบ เพื่อให้ผู้บริโภทจดจำได้ง่าย และที่จะทำให้มีการรับสิทธิคุ้มครองทางกฏหมาย เจ้าของควรจะทำการขอขึ้นทะเบียน

ขั้นตอนการขึ้นทะเบียน

  1. การตรวจค้น

ผู้มีความประสงคืจะต้องทำการตรวจสอบว่าเครื่องหมายของตนเหมือนกับของบุคคลอื่นหรือไม่ โดยต้องทำการค้นด้วยตัวเองได้ที่ผ่านเว็บไซต์ www.ipthailand.go.th หรือกลุ่มบริการตรวจรับคำขอ ชั้น 3 กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ โดยจะต้องชำระค่าธรรมเนียม 100 บาท ต่อชั่วโมง หลังจากที่ผู้ขอขึ้นทะเบียนยื่นเรื่องแล้วทางเจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง

  1. ยื่นคำร้องขอจดทะเบียน

ผู้ขอจดทะเบียน จะใช้แบบ ก.01 และต้องแนบหลักฐานประกอบการจดทะเบียน โดยต้องชำระค่าธรรมเนียมอย่างละ 500 บาท โดยส่งเอกสารได้ที่กลุ่มบริการตรวจรับคำขอ ชั้น 3 กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิช หรือทางไปรษณีลงทะเบียน

  1. การตรวจสอบ

– เจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบคำขอจดทะเบียนว่าถูกต้องหรือไม่ เพื่อจะได้ทำการขอเลขจดทะเบียนต่อไป

– เจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบเครื่องหมายการค้าโดยละเอียดว่าเหมาะสมหรือไม่

เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบแล้ว เจ้าหน้าที่จะทำการแจ้งผลแก่ผู้ขอ ซึ่งสามารถแบ่งได้ 4 กรณี ดังนี้

  1. รับจดทะเบียน : จะมีการประกาศคำขอจดทะเบียน เป็นการเปิดโอกาสที่จะคัดค้านภายใน 90 วัน
  2. ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียน : เจ้าหน้าที่ไม่รับจดทะเบียน แต่ผู้ขอสามารถที่จะอุทธรณ์ได้ ภายใน 90 วัน
  3. ให้แก้ไขเปลี่ยนแปลง : เจ้าหน้าที่จะทำหนังสือให้เปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องในเวลาที่กำหนด
  4. ให้ตกลงกัน : ถ้าเครื่องหมายมีความคล้ายกัน ต้องให้ผู้ขอตกลงกัน
  5. การประกาศโฆษณา

เมื่อเจ้าหน้าที่เห็นว่าเครื่องหมายการค้าสามารถขึ้นทะเบียนได้ ก็จะสั่งให้ประกาศโฆษณา เพื่อเปิดโอกาศให้บุคคลที่ไม่เห็นด้วยสามารถคัดค้านได้ ภายใน 90 วันตั้งแต่ประกาศ ซึ่งถ้าไม่มีบุคคลคัดค้านจะให้มีการชำระค่าธรรมเนียมภายใน 30 วัน หากเลยเวลาจะถือว่าเป็นโมฆะ

  1. การรับจดทะเบียน

เมื่อคำร้องผ่านทุกขั้นตอน ผู้ขอจดทะเบียนภายใน 30 โดยชำระค่าธรรมเนียม อย่างละ 300 บาท ถ้าเลยกำหนด จะถือว่าผู้ขอละทิ้งคำขอ หลังจากชำระค่าธรรมเนียมเรียบร้อย ผู้ขอจะได้รับหนังสือแสดงการจดทะเบียน โดยจะมีการจัดส่งให้ภายใน 2 สัปดาห์

ถ้าผู้ประกอบต้องการให้เครื่องหมายการค้าถูกต้องทางกฏหมาย ก็ควรทำการขอจดทะเบียนเพื่อที่จะได้รับประโยชน์สูงสุด

โซฟา เฟอร์นิเจอร์สำคัญของบ้าน

โซฟา ตัวอย่าง

หากพูดถึงเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านที่มักอยู่ในห้องนั่งเล่นของบ้าน ขาดไม่ได้เลยก็น่าจะเป็นโซฟาที่เราใช้กันเป็นประจำแทบทุกวัน โซฟาไม่ใช่แค่นำมาประดับตกแต่งบ้านได้อย่างเดียวแต่สามารถนำมาใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้อีก ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์จากการนั่งดูทีวี นอนเล่นโทรศัพท์ เพื่ออำนวยความสะดวกสบายกับตัวคุณนั่นเอง โซฟามีให้เลือกหลากหลายสี หลากหลายแบบ หลากหลายขนาด แล้วจะเลือกแบบไหน ยังไงให้แมทต์กับห้อง แล้วยังให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคุณ ก่อนอื่นเลยเรามาดูประเภทของโซฟากันก่อนดีกว่า เพื่อจะได้รู้จักว่าโซฟาที่เราจะเลือกซื้อนั้น มีกี่แบบ ลักษณะเป็นอย่างไรบ้าง จะได้เลือกซื้อให้เหมาะกับการใช้งานได้ถูกต้อง

 

ประเภทของโซฟา

 

1.โซฟา หรือที่เราเรียกว่าเก้าอี้นั่งสบาย มีลักษณะเป็นเก้าอี้ที่มีพนักพิงและท้าวแขนยาว โดยทั่วไปจะมีตั้งแต่ 2 ที่นั่งขึ้นไปแล้วแต่พื้นที่จะอำนวย

2.โซฟาเดย์เบด เป็นโซฟาที่ปลายที่นั่งด้านใดด้านหนึ่งสามารถนอนได้หรือนั่งแบบวางเท้าได้ เหมาะสำหรับห้องนั่งเล่นมากกว่าห้องรับแขก

3.เดย์เบด เป็นเก้าอี้แบบกึ่งนั่งกึ่งนอนโดยทั่วไปมีขนาดประมาณ 800x1800x450 เซนติเมตร ไม่เหมาะสำหรับห้องรับแขกที่ต้องการความเป็นทางการ

4.อาร์มแชร์ เป็นเก้าอี้ที่มีพนักพิงและท้าวแขนได้ เน้นนั่งสบายมี 1 ที่นั่ง

5.สตูล คือเก้าอี้ที่ไม่มีพนักพิงและท้าวแขน ส่วนใหญ่ใช้สำหรับห้องนั่งเล่นและมุมพักผ่อน

จะมาบอกวิธีการพิจารณาเลือกโซฟาให้เหมาะกับการใช้งาน ดังนี้

1.การใช้งาน ก่อนอื่นให้พิจารณาว่าโซฟาที่ต้องการควรมีหน้าที่อะไรบ้าง แล้วจะไปไว้ที่ห้องไหน ใช่ห้องนอน ห้องนั่งเลน หรือว่าในห้องรับแขก จากนั้นคำนึงถึงจำนวนผู้ใช้ หากอยู่กัน 4 คน แต่กับนั่งได้แค่ 3 คน ก็ไม่ตอบโจทย์เท่าไหร่ ที่สำคัญอย่าลืมว่าบ้านของคุณต้องมีแขกมาเยี่ยมเยียน การเผื่อที่ไว้อีกนิดน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

2.ขนาด ควรวัดขนาดของพื้นที่ที่จะนำโซฟาเข้ามาตั้ง ลองเขียนแบบคร่าวๆของห้องที่ต้องการนำโซฟามาตั้ง จดขนาดของพื้นที่ไปด้วย เพื่อให้รู้ว่าเรามีพื้นที่ใช้สอยเหลืออยู่มากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ดูองค์ประกอบบริเวณโดยรอบ อย่างเช่น บันได มุมห้อง ประตู ทางเดิน ก็เป็นสิ่งที่ควรใส่ใจ เพื่อให้โซฟาของคุณตอบรับกับทุกสัดส่วนของตัวบ้าน

3.รูปลักษณ์ สังเกตพฤติกรรมของสมาชิกในบ้าน เช่น ถ้าชอบนั่งนานก็อาจเลือกโซฟาที่มีพนักพิงหลังนุ่มๆ หรือถ้าเน้นยืดขาก็เลือกหาแบบที่มีเบาะวางเท้ายาวมากหน่อย

4.เบาะและสปริง โซฟาราคาถูกอาจไม่ได้มีสปริงในจำนวนที่เหมาะสมอยู่ภายใน ซึ่งมันมีผลมากต่อการนั่ง การนอนที่สะดวกสบาย เบาะที่นั่งนั้นควรเลือกให้เหมาะกับสรีระของคุณในขณะที่นั่ง แล้วมันก็ควรคืนรูปในขณะที่คุณลุกขึ้น

5.ผ้า ถ้าคุณเป็นคนที่มักใช้เวลานานๆอยู่กับโซฟา โซฟาที่ทำจากหนังตอบโจทย์นี้ได้ดีเลยทีเดียว เพราะหนังมีความทนทาน ทำความสะอาดง่ายและยังให้ความรู้สึกหรูหรา แต่โซฟาหนังยังต้องการการดูแลรักษาค่อนข้างมาก ถ้าเลือกผ้าฝ้ายก็จะช่วยคลายร้อนในฤดูร้อนและอบอุ่นในฤดูหนาว แต่ขณะเดียวกันเลอะง่าย ถ้าบ้านที่อยู่กันเป็นครอบครัวอยากแนะนำให้เลือกเป็นผ้าโดยอาจเป็นผ้าที่มีส่วนผสมของใยสังเคราะห์เนื่องจากมันยากต่อการเกิดรอยและการขาด

สรุปอย่างง่ายๆอีกรอบ การเลือกโซฟาให้เหมาะสมกับการใช้งาน ก็คือเลือกให้ได้ตามความต้องการใช้ประโยชน์จริงๆ ลองสัมผัสด้วยตัวคุณเอง ทดลองนั่ง ลองใช้ดูให้เข้ากับสรีระของคุณ เพราะเหนือสิ่งอื่นใดนั้นโซฟาที่เราตัดสินใจเลือกซื้อจะต้องผ่านการลองสัมผัสด้วยตัวคุณเองดีที่สุด

เรียนผู้ช่วยพยาบาล อาชีพนี้รายได้ดี

เรียนผู้ช่วยพยาบาล เมื่อสำเร็จการศึกษาจะกลายเป็นบุคลากรที่ทำหน้าที่สำคัญในโรงพยาบาลต่างๆ ที่เรานึกถึงส่วนใหญ่ อาทิเช่นเป็นแพทย์ พยาบาล บุรุษพยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล แต่เอ๊ะ! เคยสงสัยมั๊ย? บุคลากรที่เราเรียกกันว่า ผู้ช่วยพยาบาลเนี่ย เค้ามีหน้าที่ทำอะไรบ้างนะ แล้วเรียนลักษณะคล้ายกับพยาบาลหรือเปล่า เรียนหลักสูตรกี่ปี ใช้เวลาเรียนนานเหมือนแพทย์หรือพยาบาลรึเปล่า แล้วคุณสมบัติเบื้องต้นควรจะมีคุณสมบัติอะไรบ้าง ต้องสอบเข้าเพื่อศึกษาหรือไม่ ตอนนี้คนที่สนใจในเรื่องนี้มักมีคำถามเรื่องพวกนี้อยู่ในหัวเต็มไปหมด เอาล่ะ บทความนี้จะช่วยตอบคำถามให้คลายความสงสัยที่อยู่ในหัวคุณเต็มไปหมด

 

หน้าที่ของผู้ช่วยพยาบาล ในหลักสูตร

เรียนผู้ช่วยพยาบาลเพื่อปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้ป่วย และรับคำสั่งจากพยาบาล เป็นผู้ช่วยพยาบาลอีกทีนึงนั่นเอง ทำหน้าที่ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง วัดความดัน และให้บริการโดยทั่วไปแก่ผู้ที่เข้ามารับการตรวจรักษาตามโรงพยาบาลต่างๆ ในบางครั้งอาจต้องมีปฐมพยาบาลหรือประเมินอาการเบื้องต้น ไม่สามารถสั่งจ่ายยา ฉีดยา เนื่องจากผู้ช่วยพยาบาลไม่ได้เรียนทางด้านพยาบาลอย่างลึกซึ้ง

  • เท่ากับผู้ที่เรียนพยาบาล แต่จะทำหน้าที่พยาบาลในเบื้องต้นได้ เช่น พาผู้ป่วยเข้าห้องน้ำ อาบน้ำ เช็ดตัว ป้อนอาหาร รวมถึงดูสภาพเครื่องมือการตรวจรักษา ให้อยู่ในความสะอาดและเรียบร้อย

เรียนผู้ช่วยพยาบาลต่างกับเรียนพยาบาลตรงที่ความรู้ความสามารถและความชำนาญการ เนื่องจากเรียนผู้ช่วยพยาบาลตามหลักสูตรแล้วให้เรียนรู้ข้อมูลพื้นฐานเท่านั้น ไม่ได้เรียนรู้ข้อมูลแบบเจาะลึกเหมือนเรียนพยาบาล เพราะเรียนพยาบาลคือต้องรู้ข้อมูลเชิงลึกและครบถ้วนกว่า ตัวอย่างเช่น ถ้าแพทย์สั่งให้พยาบาลฉีดยาให้คนไข้ พยาบาลจะมีหน้าที่ฉีดยาตามหมอสั่งได้เลย ส่วนผู้ช่วยพยาบาลก็จะทำหน้าที่จัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับฉีดยาไม่สามารถทำหน้าที่ฉีดยาเองได้ เพราะไม่ได้เรียนรู้ข้อมูลเชิงลึกว่าควรฉีดเท่าไหร่ ฉีดตรงส่วนไหน พยาบาลเรียนรู้ ฝึกฝนจนมีความชำนาญมากกว่า

 

เรียนผู้ช่วยพยาบาลใช้ระยะเวลาในการเรียนอย่างต่ำในการศึกษาจนจบหลักสูตร 6 เดือนหรือแล้วแต่สถาบัน ส่วนเรียนพยาบาลใช้เวลา 4 ปีแล้วต้องจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 สายวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์เท่านั้น

เรียนผู้ช่วยพยาบาลต้องมีคุณสมบัติดังนี้

1.ชาย-หญิง อายุ 17-35 ปี

2.วุฒิการศึกษามัธยมศึกษาตอนต้น ม.3 หรือเทียบเท่าขึ้นไป

3.มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพ และไม่มีโรคติดต่อ

 

เรียนผู้ช่วยพยาบาลไม่ต้องสอบเข้าศึกษาต่อแต่อย่างใดหรือแล้วแต่บางสถาบัน ส่วนเรียนพยาบาลจะต้องสอบเข้าอย่างแน่นอนมีทั้งสอบตรงและรอบ Admission ผู้ช่วยพยาบาลช่วงเงินเดือนจะอยู่ที่ประมาณ 10,000-20,000 บาท ส่วนพยาบาลช่วงเงินเดือนอยู่ที่ประมาณ 17,000-25,000 บาท

การสร้างบุคลากรสาธารณสุขที่มีความรู้ความสามารถ และเจนตคติอันดีงามในการช่วยดูแลผู้ป่วย สามารถปฏิบัติหน้าที่ช่วยงานการพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ที่เรียกว่า ผู้ช่วยพยาบาลนั้น ไม่ใช่แค่เป็นผู้ช่วยอย่างเดียว ถึงแม้จะถูกมองว่าเป็นตำแหน่งที่ทำหน้าที่คล้ายๆเบ๊ของพยาบาลก็ตาม แต่ความจริงแล้วการทำหน้าที่ของผู้ช่วยพยาบาลต้องมีใจรักการบริการ ให้บริการช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่มาทำการรักษาหรือแม้กระทั่งผู้ที่มาใช้บริการในโรงพยาบาลด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน กิริยามารยาทที่ดีงาม ให้บริการด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ประหนึ่งว่าสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ที่มาใช้บริการตั้งแต่ครั้งแรก

ทำอย่างไรให้ได้รับจดเครื่องหมายการค้าอย่างถูกต้อง

การจะเริ่มธุรกิจหรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ นักธุรกิจรุ่นใหม่ต้องคิดถึงชื่อของแบรนด์ การขอจดเครื่องหมายและจะทำอย่างไรให้กรมทรัพย์สินทางปัญญารับจดเครื่องหมายการค้าให้กับแบรนด์ของธุรกิจที่ต้องการเปิดใหม่ เป็นอย่างแรกๆ คิดเพื่อให้ได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า และป้องกันไม่ให้ผู้อื่นลอกเลียนแบบ นำไปใช้ประโยชน์อื่นได้
มาดูกันว่าเครื่องหมายการค้าที่ว่าคืออะไร มีประโยชน์อย่างไร
เครื่องหมายการค้าเป็นทรัพย์สินทางปัญญาอีกแขนงหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งหมายถึง เครื่องหมายที่เจ้าของเครื่องหมายใช้ หรือมีเจตนาจะใช้ในลักษณะเกี่ยวข้องหรือเป็นที่หมายกับสินค้าของตน เพื่อเป็นการแสดงให้บุคคลทั่วไปเห็นและเข้าใจว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายของเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างไปจากสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้า(เทรดมาร์ก)ของบุคคลอื่น

 

หลักการในการขอจดเครื่องหมายการค้าเพื่อให้ได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า

1.เครื่องหมายการค้าเป็นคำบ่งเฉพาะที่ไม่มีความหมายใดๆ เครื่องหมายการค้าที่มีโอกาสที่จะได้รับการจดเครื่องหมายการค้าสูงสุดคือเครื่องหมายที่ใช้ชื่อที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเองโดยที่ไม่มีความหมายใดๆ เช่น Google, Exxon, Ikea และ Kodak ซึ่งทั้งหมดนี้มีความโดดเด่น น่าจดจำ

เครื่องหมายการค้าGoogle
เครื่องหมายการค้าIKEA
2.เครื่องหมายการค้าที่บรรยายหรือเล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของตัวสินค้าหรือบริการอย่างชัดเจน เครื่องหมายการค้าควรหลีกเลี่ยงการใช้คำบรรยาย หรือคำที่บ่งบอกถึงลักษณะ หรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการนั้นโดยตรง ตัวอย่างเช่น Microsoft สำหรับธุรกิจไอซอฟ์ตแวร์
เครื่องหมายการค้าmicrosoft
3.เครื่องหมายที่เป็นคำสามัญแต่มีการออกแบบให้ดูแปลกใหม่ ตัวอย่างเช่น เครื่องหมายของ Toys R Us ซึ่งเป็นร้านขายของเล่นเด็กก็ได้ออกแบบ R ให้หันหัวไปด้านซ้ายซึ่งทำให้ดูแปลกไปจากเดิม ทั้งหมดนี้เน้นเรื่องการออกแบบ

การได้รับการคุ้มครองสิทธิ์ของเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา

การคุ้มครองลิขสิทธิ์จะคุ้มครองตลอดชีวิตของผู้สร้างสรรค์งาน และจะตกทอดถึงทายาทเป็นเวลา 50 ปีนับตั้งแต่เจ้าของลิขสิทธิ์เสียชีวิต จากนั้นงานสร้างสรรค์นั้นจะตกเป็นของสาธารณะที่ใครๆก็สามารถนำเอาผลงานไปใช้ได้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตอีก เครื่องหมายการค้าจะคุ้มครองเป็นเวลา 10 ปีนับแต่วันที่ได้รับจดเครื่องหมายการค้าคุ้มครองจากเจ้าหน้าที่ และสามารถต่ออายุได้ครั้งละ 10 ปีจนกว่าเจ้าของเครื่องหมายการค้าจะละทิ้งไม่ทำการต่ออายุ หากเจ้าของเครื่องหมายการค้าเสียชีวิตทายาทสามารถนำเครื่องหมายการค้าไปโอนเป็นของตนได้และสามารถต่ออายุได้ทุก 10 ปี

การได้รับจดเครื่องหมายการค้ามีสิทธิประโยชน์ ดังนี้

1.เครื่องหมายการค้าที่ได้รับจดทะเบียนแล้วจะมีอายุคุ้มครอง 10 ปี เมื่อครบกำหนดสามารถต่ออายุความได้เป็นคราวคราวละ 10 ปี
2.มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการใช้เครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้า
3.มีสิทธิในการทำสัญญาอนุญาตหรือโอนสิทธิ ให้ผู้อื่นใช้เครื่องหมายการค้า
4. มีสิทธิฟ้องร้องและเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้ ในกรณีที่มีผู้ละเมิดลิขสิทธิในเครื่องหมายการค้า
หากผู้ประกอบการเจ้าของสินค้ามีเครื่องหมายการค้าที่ใช้กับสินค้าแล้ว แต่ไม่เคยนำเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไปจดทะเบียนกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา หากปรากฏว่า มีผู้แอบอ้างเอาตราสินค้าหรือเครื่องหมายทางการค้าของเราไปใช้กับสินค้าของผู้นั้น ผู้ประกอบการเจ้าของตราสินค้าจะฟ้องร้องผู้แอบอ้างไม่ได้ ดังนั้นแล้ว ผู้ประกอบการเจ้าของเครื่องหมายการค้าควรไปจดเครื่องหมายการค้ากับกรมทรัพย์สินทางปัญญา หากไม่ได้จดทะเบียน จะไม่สามารถฟ้องร้องกับผู้แอบอ้างเอาเครื่องหมายการค้าของเราไปใช้กับสินค้าของผู้นั้นได้เลย

การมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน ทำอย่างไร

การมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน คือ การกินเพื่อสุขภาพ อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่า ร่างกายจะมีสุขภาพดี เป็นปกติได้ ก็ต้องเริ่มจากการกิน และการพักผ่อนอย่างเพียงพอ การกินของที่ดีไม่ได้หมายถึง การกินของแพงที่อยู่ในห้าง แต่เป็นการเลือกกินของที่ไม่มีสารพิษเจือปน เพื่อไม่ให้เกิดการตกค้างในร่างกาย สะสมทำให้เกิดโรค

วิธีกินอย่างยั่งยืน เพื่อสุขภาพที่ดี

การกินอาหารที่สมดุลกับร่างกาย หมายถึง มีน้ำหนักเท่าไหร่ กินเท่านั้น ไม่ให้เกินความจำเป็นของร่างกาย แต่ไม่ใช่กินทุกอย่างให้ครบ แต่ของที่กินเข้าไปไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แถมทำให้ร่างกายทรุดโทรมกว่าเดิม ยกตัวอย่างเช่น เด็กที่ชอบดื่มน้ำอัดลม ดื่มจนกลายเป็นติด ต้องดื่มทุกวันโดยไม่รู้ตัว โดยตัวน้ำอัดลมนั้น แฝงไปด้วยน้ำตาลและคาเฟอีน ซึงไม่มีเป็นผลต่อร่างกายของเด็ก หรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่ที่รู้ทั้งรู้ว่า อะไรกินแล้วดี หรือไม่ดี แต่ยังปรับพฤติกรรมตนเองไม่ได้ แนะนำให้ฝืนใจตนเอง เพื่อสุขภาพในอนาคต มาดูวิธีเลือกกินให้ร่างกายได้รับแต่ของดีๆ

1.เลือกกินผักให้มาก กินผลไม้เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ใช่กินผลไม้มากเกินไป เพราะผลไม้ก็มีน้ำตาล ควรกินอย่างน้อยวันละ 300-400กรัม เท่านี้ก็เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายภายใน 1 วัน การที่เราต้องกินผักผลไม้ ก็เพื่อให้ร่างกายได้รับใยอาหาร และลดความเสี่ยงเรื่องโรคเบาหวาน หันมารับประทานข้าวกล้อง แทนข้าวขาว ด้วยข้าวกล้องเต็มไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ มีจมูกข้าว เส้นในอาหาร แต่ถ้าเร่งรีบในเช้าวันทำงาน อาหารเช้าที่ง่ายเร็วที่สุด สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว คือ ขนมปังโฮทวีท โดนเปลี่ยนจากชอบทาแยมหวาน เป็นทาถั่วสิสงหยาบแทน ให้พลังงานสูง มีประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่มีสารตกค้างอีกด้วย

2.เลือกกินอาหารที่มีไขมันพอเหมาะ ก่อนอื่นต้องทราบก่อนว่า ร่างกายของผู้หญิง และผู้ชาย ต้องการสารอาหารไม่เท่ากัน คนที่ทำงานหนัก ออกกำลังกาย ก็เช่นกัน ฉะนั้นหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันเยอะ น้ำมันเยอะ เพราะจะทำให้ไขมันเหล่านั้นเข้าไปสะสมอยู่ในร่างกาย ควรเลือกกินอาหารที่มีไขมันต่ำ ผ่านกระบวนการปรุงแต่งให้น้อยที่สุด

3.หยุดทานอาหารรสจัด เค็ม เปรี้ยว หวาน ต้นเหตุของโรคภัยต่างๆที่เกิดขึ้นกับคนเราในปัจจุบัน เกิดขึ้นจากการกินอาหารที่ตามใจปาก บางคนชอบกินรสจัด ออกเปรี้ยว เค็ม หวาน คนที่กินเค็มมากไปก็มักจะเป็นโรคไต ส่วนคนที่กินหวานมากไป ก็มีจุดจบอยู่ที่โรคเบาหวาน ส่วนคนที่กินเปรี้ยวกับรสเผ็ดมากเกินไป ก็เสี่ยงกระเพาะทะลุ หากรู้เช่นนี้แล้ว ลองมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารดู ลองเปลี่ยนเป็นกินรสธรรมดา ไม่ออกเปรี้ยว หรือเค็มจนเกินไป  จะช่วยให้คุณห่างไกลโรคเหล่านั้นได้

4.เกลือ โซเดียม เรื่องนี้ไม่ค่อยมีคนให้ความสนใจมากนัก แต่พวกเกลือ ซีอิ๊ว น้ำปลา ซอสปรุงรสต่างๆ มีผลต่อร่างกายเช่นเดียวหากรับประทานอย่างเป็นประจำ มีสิทธิ์ตัวบวม แนะนำให้เปลี่ยนมาสนใจฉลากสินค้า ดูปริมาณโซเดียมบทฉลาก เลือกโซเดียมต่ำเข้าไว้ จะได้ไม่เป็นโรคความดันต่ำ

ทั้งหมดนี้คือ 4 วิธี ที่จะเป็นแนวทางให้คนที่อยากจะมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืนทุกท่านได้ลองนำไปปรับใช้กัน จะพบกับการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่ดีต่อตัว เริ่มจากการเลือกกินเท่านั้น